เอ็มเอฟซี แนะจัดพอร์ตหนีวิกฤติ

ผจก.กองทุนเอ็มเอฟซี แนะนำการลงทุนว่าให้จัดพอร์ตหนีวิกฤติ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความปั่นป่วนของการลงทุนทั่วโลกทั้งหุ้น ทอง ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรง จากปัจจัยลบวิกฤติหนี้ภาครัฐยุโรป และเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ได้ขนทัพผู้จัดการกองทุนมาฉายภาพถึงมุมมองการลงทุนพร้อมคำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุน ภายใต้การเสวนาหัวข้อ ลงทุนอย่างไรในภาวะโลกผันผวน

นำโดย นางพัณณรัชต์ บรรพโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายบริหารกองทุน นางณัฐรา อิสรินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายบริหารกองทุน ดร.โกเมน นิยมวาณิช ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ฝ่ายตราสารทุน นายสุทยุต เชื้อพานิช ผู้จัดการกองทุนอาวุโสฝ่ายตราสารทุนต่างประเทศ และนางสาวจริยา พิมลไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนฝ่ายตราสารหนี้ เริ่มจาก”ณัฐรา” ฉายภาพใหญ่เศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าจะชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่ยังเติบโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว

ขณะที่ต้องจับตากลุ่มประเทศยุโรปว่าแต่ละประเทศมีเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งโอกาสการเกิดผิดนัดชำระหนี้โดยเฉพาะกรีซ หลังจากอิตาลีถูกปรับลดอันดับเครดิตไปแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาของกลุ่มยุโรปยังต้องเผชิญกับปัจจัยการเมืองในประเทศด้วย ส่วนปัจจัยบวกภายในประเทศ คือ รัฐบาลปัจจุบันค่อนข้างมีเสถียรภาพสูง ทำให้ปัญหาการเมืองที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดไทยใน 2-3 ปีที่ผ่านมาลดลง อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากกำลังซื้อภายนอกประเทศที่ลดลง

มาที่ “สุทยุต” กล่าวว่าตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลงเฉลี่ย 10 % หากอิงจากราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช)ของดัชนีเอ็มเอสซีไอ เวิลด์ หรือดัชนีหุ้นทั่วโลก มีพี/อีเฉลี่ย 11 เท่า ขณะที่พี/อีตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ 10-11 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่แม้จะน่าสนใจแต่ยังต้องจับตาเรื่องเงินเฟ้อจากมาตรการอัดฉีดเงินของภาครัฐจนทำให้ระยะสั้นๆบรรดากองทุนขนาดใหญ่ก็หนีออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ไปตลาดอื่นๆแล้ว จึงให้น้ำหนักการลงทุนของตลาดเกิดใหม่เท่ากับตลาด ส่วนหุ้นยุโรป เนื่องจากปัญหาหนี้สาธารณะที่หลายประเทศเผชิญอยู่นั้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ถูกแก้ไขและยังมีการเมืองกดดัน แม้ว่าที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาแต่เห็นผลในระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปยังไม่น่าสนใจเนื่องจากในระยะยาวยังแย่อยู่

ขณะที่หุ้นไทยถือว่าน่าสนใจลงทุน เช่นเดียวกับตลาดหุ้น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนในหุ้นบ้าง แม้ว่าระยะสั้นจะมีความผันผวนก็ตาม โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่เน้นการบริโภคภายในประเทศและรายได้มั่นคงสม่ำเสมอ (Defensive stock) ซึ่งถือเป็นแนวโน้มการลงทุนของกองทุนทั่วโลก

ด้าน “โกเมน” มีมุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีปีนี้ถูกปรับลงเหลือ 4 % จาก 4.3 % และปีหน้าเหลือ 4.3 % จาก 4.5 % แต่นโยบายของรัฐบาลที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ จะชดเชยความเสี่ยงจากต่างประเทศลงได้ รวมทั้งการลงทุนและการใช้จ่ายของภาครัฐในระบบสาธารณูปโภคจะช่วยดันได้เศรษฐกิจโต 3-5 % ขณะที่นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนลง 2 % แต่จากมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30 % เหลือ 23 % ในปีหน้าและเหลือ 20 % ในปี 2556 จะช่วยหนุนกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนเพิ่มประมาณ 6 %

อย่างไรก็ตามจากความเสี่ยงในยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เอ็มเอฟซีปรับลดคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทยลงเหลือ 1,147 จุด พี/อี 13 เท่า จากเดิมคาดการณ์ 1,198 จุด พี/อี 13.5 เท่า ขณะที่คาดการณ์ปีนี้บริษัทจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ 18-20 % และ 14-15 % ในปี 2555 ดังนั้นคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นเฉลี่ย 10 % ในปีหน้าอยู่ที่ 1,309 จุด

ฝั่งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ ตราสารหนี้ “จริยา” กล่าวว่า จากภาวะความผันผวนของโลกที่มีค่อนข้างมากทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ทำให้กระแสเงินลงทุนจากทั่วโลกหนีมาลงทุนในตราสารหนี้ประเทศเกิดใหม่รวมไทย

ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งมีโอกาสได้ทั้งผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงกว่า และค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มแข็งค่าจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่ยังมีโอกาสถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิต ยิ่งทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ลดลงกว่าประเทศในกลุ่มยุโรปและสหรัฐฯที่ถูกลดอันดับเครดิตแล้ว ทั้งสหรัฐฯ และอิตาลี

ปิดท้ายที่ “พัณณรัชต์” แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนตามอายุว่า กลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปีนั้น โดยปกติจะแนะนำให้แบ่งสัดส่วนลงทุนในหุ้น 70 % แต่ระยะสั้นแนะนำให้ลดลงเหลือ 50 % เพื่อรอลงทุนในจังหวะที่หุ้นปรับตัวลงแรง ส่วนอีก 45 % ให้ลงทุนในตราสารหนี้ และที่เหลือ 5 % ลงทุนในทองคำ

ส่วนผู้ที่มีอายุระหว่าง 35-50 ปี ปกติจะแนะนำลงทุนในหุ้น 50 % แต่ระยะสั้นแนะนำลงทุนในหุ้น 30 % และ 65 %ลงทุนในตราสารหนี้(รวมเงินสดระยะสั้นที่รอลงทุนในมันนี่มาร์เก็ตฟันด์ 20 %) และอีก 5 % ลงทุนในทองคำ

สำหรับกลุ่มที่มีอายุมากว่า 50 ปี แนะนำลงทุนในหุ้นเพียง 20-25 % เท่านั้นและไม่แนะนำให้ลดสัดส่วนลงทุนลงอีก โดยพอร์ตส่วนใหญ่ หรือ 70 % แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ และอีก 5 % ลงทุนในทองคำ

สุดท้ายนี้ “พัณณรัชต์”ขยายความถึงคำแนะนำการลงทุนในหุ้นว่า ควรลงทุนหุ้นในประเทศมากกว่าต่างประเทศ ขณะที่คาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทดังนี้ หุ้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนในระยะ 12 เดือนข้างหน้า (นับจากก.ย.54 ) ประมาณ 10 % ตราสารหนี้ในประเทศ 3.5-4 % และทองคำ 7-10 %

ที่มา http://www.thannews.th.com

กองทุนเปิดใหม่ ล่าสุด IPO ทุกวัน

No. ชื่อกองทุน บลจ. สิ้นสุดการขาย

Update กองทุนใหม่ รู้ก่อนใคร IPO วันนี้

Program คำนวนภาษีเงินได้

Download โปรแกรมคำนวณเงินได้ เพื่อเป็นแนวทางในการซื้อ RMF LTF สำหรับการคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้

โปรแกรมคำนวณภาษี
โปรแกรมคำนวณเงินออมหลังเกษียณอายุ